วันพุธที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2557

“ สิ่งสำคัญของพ่อ ” เรื่องสั้นส่งเข้าประกวดวรรณกรรมเยาวชนค่ะ




นาร์ไม่เขียนเพื่อรางวัลค่ะ  เขียนด้วยใจที่รัก " พ่อ " ล้วนๆ 

โครงการวรรณกรรมเยาวชน  “ ทำความดีไม่มีที่สิ้นสุด ”

เรื่อง

“  สิ่งสำคัญของพ่อ ”

เมื่อนึกถึงคุณพ่อ  จะให้ผมนึกถึงอะไรงั้นหรือ ?  ผมจำได้ว่า  บ้านที่ผมเคยอยู่อาศัยนั้น
ก็ไม่ได้มีความผาสุกอะไรมากนัก   ตั้งแต่จำความได้ พ่อและแม่มีปัญหากันอยู่เนืองๆ
บางครั้งก็เข้าอะไรกันไม่เคยได้เสียที  เหมือนว่าไม่ใช่ครอบครัวเดียวกันแม้แต่น้อย
ผมยังจำได้ดีวันที่พ่อหย่าร้างกับแม่  เพราะว่าคุณแม่เลือกที่จะไปกับผู้ชายคนใหม่
พ่อโกรธและโมโหแม่มาก จนกระทั่งผลักร่างบอบบางของคุณแม่ให้กระเด็นไปถูกโต๊ะ
ผมนั้นได้แต่ร้องไห้คร่ำครวญอยู่คนเดียว  น้ำตาอุ่นๆ ไหลรินออกมาจากดวงตาทั้งสองของผม
ในเวลานั้น  ผมรู้สึกอ้างว้างและไม่ได้ต้องการเห็นภาพนี้อีกแล้ว...

“ ตาพีท  นายทำอะไรอยู่ล่ะ ? ”  คนที่เรียกนั้นเป็นคุณอาของผม หรือน้องชายของพ่อนั้นเอง
ผมจึงตอบท่านไปว่า  “ ผมกำลังนั่ง...เอ่อ...เล่นคอมพิวเตอร์อยู่ ”
อาของผมทำหน้านิ่วคิ้วขมวดลงชั่วครู่  “ เล่นแต่เกมอยู่นั้นแหละ  ไอ้สังคมออนไลน์มันจะทำร้าย
นายในภายหลังนะ จำไว้ ”  
“ ปัดโธ่ ! อาครับ  ผมไม่ติดเกมอะไรพวกนี้มากหรอก  ผมชอบหาเรื่องราวต่างๆ อ่านมากกว่า ”
อาของผมจึงพยักหน้ารับ   “   ตั้งใจเรียนให้ดีที่สุดนะ ตาพีท  แกจะได้ไม่ลำบาก ที่สำคัญ
แกจะได้ไม่ต้อง...ผ่านเรื่องต่างๆที่แสนเจ็บปวดเหมือนฉัน ”
อาของผมชื่อ  ปัณวิทย์   ผมเรียกว่า  อาปัน มาตั้งแต่จำความได้  ในขณะที่พ่อของผม
แทบไม่ได้เอาใจใส่ตัวของผมเท่าไรนักเลย  มีเพียงอาที่คอยดูแลผม  และสั่งสอนผม
แม้ว่า  อาจะเป็นคนที่มีนิสัยที่เถรตรงมากไปเสียหน่อย  แต่ท่านมีความจริงใจกับผม
นั้นคงเพราะว่า  อาปัน  เป็นคนเงียบขรึม  ไม่ค่อยได้ใส่ใจการงานอะไร นอกจาก
การทำงานของตนให้ดีที่สุด  ที่สำคัญนั้น  ท่านยังเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยของรัฐแห่งหนึ่ง
เสียด้วย  ท่านจึงยิ่งเข้มงวดกับผมมาก  จนใครๆ ก็มองว่า  อาของผมเข้มงวดเกินไป
“ ตาพีทมันยังเด็ก  เธอจะเอาอะไรกับมันนักหนา ”  คุณย่าของผมมักห้ามปรามเสมอ
เวลาที่ผมถูกอาปันอบรมเป็นการใหญ่  คุณอาก็จะสวนไปเสมอว่า
“ ผมไม่อยากให้ไอ้พีทมันต้องโดนพ่อดุด่าให้เสื่อมเสียอีก  หรือแม่จะยอมให้พ่อเขามา
ทำร้ายเขาอีกอย่างนั้นหรือครับ ”
ทุกครั้งที่อาของผมกล่าวไปแบบนี้  คุณย่าก็ไม่สามารถโต้เถียงกับประโยคนี้ได้
เพราะว่าท่านรักพ่อของผม และตามใจพ่อของผมมากที่สุดนั้นเอง

วันหนึ่ง  ผมเดินเล่นอยู่ในสวนสาธารณะใกล้บ้าน  สายลมเอื่อยๆ พัดผ่านใบหน้าของผม
และผมก็เห็นพ่อลูกคู่หนึ่ง  เด็กคนนั้นยังอายุเพิ่งกำลังหัดเดิน และเสื้อผ้าที่ดูสดใส
คนเป็นพ่อนั้นประคองร่างของลูกไว้แล้วจับมือเล็กคู่นั้นให้หัดเดินไปเรื่อยๆตามทางเท้า
สีเทาที่ลาดปูไว้อย่างประณีต เสียงหัวเราะของน้องคนนั้นดูน่ารักมาก เมื่อเขาได้รับการ
จับมือเรียวแกร่งของผู้เป็นพ่อ  ชายหนุ่มคนนั้นก็ยิ้มตอบด้วยความรัก
ภาพนี้ทำให้ผมรู้สึกว่า  มันบาดตาบาดใจของผมมากเหลือเกินพ่อ...

ผมกลับมานั่งบนม้านั่งเหล็กสีฟ้าอ่อน  ที่อาปันกำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์คนเดียว
เท้าเรียวข้างขวาของอาก็กระดิกไปมา สายตาคู่คมก็จับจ้องแผ่นกระดาษที่พาดหัวข่าว
โดยไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามองผม
“ ตาพีท  ทำไมทำหน้าจ๋อยขนาดนั้น ”
ผมทรุดนั่งลงบนม้านั่ง  และกระชับเสื้อคลุมสีน้ำเงินให้กับตนเองเพื่อลดความหนาว
“ อาปัน  พ่อของผมน่ะ  เคยสอนผมหัดเดินไหม ”
อาของผมยังคงจับตาอ่านหนังสือพิมพ์ต่อไป  ขณะที่ผมก็มองด้วยสายตาที่เหม่อลอยไปกับ
สระน้ำขนาดใหญ่ของสวนสาธารณะแห่งนี้
“ พ่อของนายน่ะหรือ ? เคยสิ  เคยจับมือนาย แล้วเดินไปรอบๆ อาก็ยังจำได้นะ
พี่เขาก็มีความสุขดีที่ได้สอนให้นายเดิน ”
อาของผมชอบเรียกผมว่า  นาย  ’   เพื่อแสดงว่าเป็นเพื่อนสนิทที่ปรึกษากันได้มากกว่าเป็นหลานชาย
“ วันหนึ่ง  พ่อของผมจะกลับมาไหมครับ ”
อาปันถอนหายใจเบาๆ  “ กลับสิ อย่างไรเสียพี่ปนก็ยังรักลูกชายคนเดียวของเขาแน่นอน ”
ผมจึงนิ่งเงียบและไม่ได้กล่าวอะไรอีกต่อไป  เมื่อผมรู้สึกว่าตัวเองกำลังหลับตาลง และเอนนอนกับ
ท่อนแขนของตนเอง

หลายวันต่อมา  เป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ผมและเพื่อนๆ
ชั้นมัธยมต้องไปเข้าแถวเรียงรายกันเพื่อถวายบังคมพระบรมฉายาลักษณ์ บางทีผมก็อดแปลกใจไม่ได้
ว่า พ่อ ในนิยามของคนหลายคนมองว่าอย่างไร  พ่อของผมทิ้งไปนานแล้ว
เพื่อไปทำงานต่างประเทศ  หรือหาเงินทองตามประสาเพื่อนำมาส่งเป็นค่าเล่าเรียนของผม
ส่วนแม่ของผมนั้นก็ไปมีครอบครัวใหม่  ผมไม่ค่อยได้พบกับพ่อเลี้ยงของผมนักหรอก
รู้แค่ว่า แม่ของผมมาชวนผมไปกินข้าวกันในห้างสรรพสินค้าบ้าง กับน้องๆหรือ
ลูกใหม่ของท่านเป็นบางครั้ง  ตอนนี้ผมก็คงมีอาปันเป็นตัวแทนของพ่อ
ถึงกระนั้น อาของผมก็ไม่เคยแทนตัวเองว่าเป็นพ่อของผมแม้แต่ครั้งเดียว

เมื่อเห็นเพื่อนๆได้อยู่กับคุณพ่อของพวกเขา  ผมก็รู้สึกว่าตนเองช่างโดดเดี่ยวมากยิ่งขึ้น
“ ขอให้ทุกคนร้องสรรเสริญพระบารมีพร้อมเพรียงกัน ”
เสียงทุ้มนุ่มของครูใหญ่เรียกผมให้ตื่นจากความรู้สึกนึกคิดเก่าๆ ของผม
แล้วผมก็ตัดใจ ส่ายหน้าไล่มันออกไปจนหมด เพื่อร้องเพลงแสนไพเราะและทรงคุณค่า
หลังจากนั้น  เพื่อนของผมคนหนึ่งก็มาทักว่า  “ เฮ้ย พีท !  ข้าจะไปไหว้พ่อก่อนล่ะนะ ”
“ เอ้อก็ดีว่ะ  ให้พ่อรักเอ็ง ตามใจเองไปตลอดเลย ”
เพื่อนคนนั้นก็หัวเราะร่า  “ เอ็งก็กลับไปหาอาแสนเท่ของเอ็งแล้วกัน ”
จนกระทั่งตอนบ่าย  พวกเราต่างก็สละกลุ่มกันอย่างรวดเร็ว  ผมกำลังวิ่งไปบนชั้นเรียน
เพื่อหยิบเป้สีดำของผม  แล้วผมก็ได้ยินเสียงหนึ่งเรียก  เป็นเสียงของผู้หญิงวัยกลางคน
“ พัฒนพล   เธอกำลังจะกลับบ้านเหรอ ”
ผมยิ้มรับอาจารย์สิรา  อาจารย์คนนี้เป็นอาจารย์วิชาสังคมศึกษา และเป็นอาจารย์ประจำชั้นของผมด้วย
ท่านมีอายุสี่สิบกว่าแล้ว  แต่ยังดูเป็นสาวที่ทันสมัยและเรียบร้อยในคราวเดียวกัน
“  ครับ อาจารย์  เดี๋ยวคุณอาของผมก็ขับรถมาแล้ว ”
“ อ๋อๆ  ครูทราบมาว่า เธออยู่กับคุณอา ไม่ได้อยู่กับคุณพ่อใช่ไหม ”  อาจารย์ถาม
ผมพยักหน้ารับ  “  คุณพ่อของผม ท่านไปทำงานต่างประเทศครับ   แต่ก็ไม่ได้กลับมาหลายปีแล้ว ”
เหมือนกับอาจารย์มีประสาทสัมผัสบางอย่าง ร่างเล็ก ที่ดูสง่างามในชุดสีกรมท่าก้าวมายืนตรงหน้าผม
“  วันนี้เป็นวันพ่อ  ถึงเธอจะไม่ได้อยู่กับคุณพ่อ  แต่เธอก็ควรนำดอกพุทธรักษาไปไหว้ท่าน ”
“ แต่ดอกพุทธรักษาเป็นดอกไม้ที่แสดงถึงความสำคัญของพ่อ  พ่อหลวงของเราไงล่ะ
พัฒนพล เธอนำดอกพุทธรักษาไปไหว้ขอบคุณอาของเธอ อย่างไรเสีย  ท่านก็เลี้ยงดูเธอ
มา  มีพระคุณมากไม่ต่างจากพ่อของเธอเลยนะจ๊ะ ”
น้ำเสียงแสนอ่อนโยนของอาจารย์สิรา  ผมจึงยิ้มรับ และพนมมือไหว้ขอบคุณอาจารย์ก่อน
ออกจากห้องเรียน เพื่อไปซื้อดอกพุทธรักษาที่กำลังขายอยู่ก่อนที่มันจะหมด

“ ตาพีทมายืนอะไรหน้าร้านดอกไม้ ”  อาปันของผมโผล่มาจากไหนก็ไม่ทราบ
แถมยังมาตบไหล่ของผมซะอีก  ผมตกใจมาก...
“ เอ่อ...พีทมาซื้อดอกพุทธรักษานะสิ  อาครับ  ก็วันนี้เป็นวันพ่อนี่ครับ ”
สายตาของคุณอาปันเหมือนจะทำให้ผมสะกิดอะไรบางอย่างขึ้นมา
ร่างสูงสันทัดจึงขยับจากผม แล้วเดินออกไปโดยทิ้งให้ผมยืนมองอยู่เช่นนั้น
เมื่อผมซื้อดอกพุทธรักษาเสร็จแล้ว  ผมก็อดแปลกใจไม่ได้ว่า คุณอามายืนตรงหน้าเวที
สายตาของท่านจับจ้องพระบรมฉายาลักษณ์ของพระเจ้าอยู่หัว เหมือนกับว่าท่านอยู่
คนนั้นเพียงคนเดียว  พอผมเดินเข้าไปใกล้  คุณอาของผมก็ทักขึ้น
“ ตาพีท  นายรู้ไหมว่า  ทำไมอาถึงไม่คิดมาเป็นตัวแทนของพ่อเธอ ”
ผมจึงตอบไปว่า  “ พีทไม่ทราบ  แต่อาก็ย้ำมาตลอดว่าพ่อและอาเป็นคนละคนกัน ”
อาปันจึงหันมามองผมด้วยความเอ็นดู   ผมจึงยิ้มตอบตามประสาเด็ก

“ ถ้าเกิดวันหนึ่ง  อาคงต้องทำหน้าที่สำคัญมากกว่าเป็นอา  นายจะว่าอย่างไร ”
ผมหัวเราะด้วยความขบขัน  “  พีทอยู่กับอาทุกวันนี้ก็ดีแล้วนี่ครับ หรืออาจะบอกว่า
ให้ผมเป็นลูก...”
แล้วสิ่งที่นึกไม่ถึงก็ตามมา  เมื่ออาปันนั้นมีน้ำตาไหลจนโหนกแก้มทั้งสองข้าง
ผมจึงรู้สึกงงงันไปทันที  “ อาปันเป็นอะไรไปครับ ”
เพียงครู่เดียว อ้อมแขนของท่านก็มาโอบกอดผมแบบที่ไม่เคยทำมาก่อน
“ ตาพีท  พ่อของนายเสียแล้วนะลูก ”
ดวงตาของผมเบิกกว้างขึ้น  และผมก็มองไม่เห็นอะไรเลย นอกจากม่านน้ำตาที่ผมพยายามจะสลัด
ออกไปให้ได้  ผมกลายเป็นเด็กกำพร้า  ไม่มีโอกาสได้พบอีกแล้วงั้นหรือ
“ อาปัน  พ่อเป็นอะไร ? ”
แล้วอาก็ได้เล่าเรื่องทั้งหมดว่า  พ่อของผมประสบอุบัติเหตุในขณะที่ขับรถอยู่บนทางหลวง
ก่อนที่เขาจะมายังสนามบินเพื่อกลับเมืองไทย...
“  เมื่อสามวันก่อน  พ่อของนายส่งเมล์มาบอกอา จะกลับมาหานาย  แต่อาไม่ได้สนใจจึง
ขอโทษจริงๆ ตาพีท ”
ผมจึงได้แต่กลั้นน้ำตาทั้งหมด และยกแขนเช็ดมันให้ออกไป  และเมื่อผมได้เห็นพระฉายา
ลักษณ์ของในหลวง  ผมรู้สึกได้ถึงแววพระเนตรอันเปี่ยมพระเมตตาลึกซึ้ง
เหมือนกับว่า พระองค์กำลังปลอบใจผม  เรื่องที่ผมเสียพ่อไปนั้นเอง
มือแกร่งของคุณอาบีบมือของผมไว้แน่น เสียงทุ้มนุ่ม เคร่งขรึมกลับมา
เป็นน้ำเสียงอ่อนหวานที่ผมได้ยินที่สุดเคยได้ยินมา  “ ไปเถอะ เจ้าหนู กลับบ้านกัน ”

เมื่อกลับถึงบ้านแล้ว  ผมก็วิ่งกลับไปในห้องนอน และโถมกายลงบนเตียงของตนเอง
เพื่อระบายความรู้สึกที่เอ้อล่นที่มีอยู่ในใจทั้งหมด
“ ตาพีท  มาอ่านอีเมล์ของพ่อเขาไหม ”  มือใหญ่ที่ลูบหลังของผมทำให้ยอมลุกขึ้น
ผมจึงประคองตัวเองให้ลุกขึ้นจากเตียง  และเดินตามอาปันไปจนถึงโต๊ะทำงานของท่าน
อาลูบศีรษะผมเหมือนครั้งที่ผมยังเป็นเด็กน้อยไร้เดียงสาอยู่นั้นเอง
“ อ่านจดหมายของพี่...เถอะลูก ”
ผมพยักหน้ารับ เมื่อได้เห็นเว็บที่ขึ้นหน้าจอของคอมพิวเตอร์
....ถึงพีท  ลูกพ่อ...
พ่อกำลังกลับไปหาแกแล้วนะ  งานของพ่อที่นี้ลงตัวทุกอย่างแล้ว  พ่อคิดว่า
คงถึงเวลาที่พ่อต้องกลับหาแกได้เสียที  พ่อคิดถึงแกมาก  พ่อรู้ดีว่า ตอนที่หย่ากับแม่ของแก
แกคงเศร้าเสียใจมากแค่ไหน  และพ่อก็รู้สึกผิดที่หนีหน้าแกไปหลายปี  เพราะแกนั้น
เหมือนแม่ของแกมากจนพ่อไม่ต้องการเห็นหน้าไปอีกเป็นเวลานาน
แต่พ่อคิดว่า ตอนนี้แกคงจะใกล้เป็นหนุ่มแล้ว  บางทีอาปันของแกคงสอนอะไรที่ดี
เพราะว่า เขาเป็นน้องชายของพ่อ  เขาไม่มีทางบอกให้แกเกลียดพ่อหรอก
พ่อกำลังจะกลับไปหาแกแล้วนะ
...รักลูก...
ผมละสายตาจากจอคอมพิวเตอร์แล้วก็เดินไปหาอาปันที่กำลังนั่งนิ่งขรึมอยู่บนเก้าอีไม้ข้างๆ
“ อาปันครับ ”  ผมตัดสินใจไปหยิบช่อดอกพุทธรักษาที่ผมซื้อมาตามที่อาจารย์สิราแนะนำมาให้
ผมคุกเข่าแล้วยกช่อดอกไม้เหมือนกับที่ผมกำลังไหว้ครูเมื่อเทอมที่แล้วไม่มีผิด

“ ขอบคุณมากๆ ที่บอกผม  แล้วผมจะรักอาปัน รักอาเหมือนพ่อของผมตลอดไป
ขอให้อารับผมเป็นลูกด้วยนะครับ ”  ผมขยับเข่าไปเพื่อก้มลงกราบอาชายคนเดียว
แล้วอ้อมแขนของคุณอาก็ยกตัวผมเพื่อกอดผมไว้แน่น  จนใบหน้าของผมซบลงกับ
เรียวไหล่ของอาปัน  น้ำตาของผมก็ไหลออกมาอีกครั้งจนเปรอะเสื้อของท่าน
ในที่สุด  อาปันก็ได้บอกว่า  “ นายรู้ไหม ถึงนายจะเสียพ่อไป นายยังมีพ่ออีกท่านหนึ่ง
ที่นายระลึกถึงได้เสมอนะ ”
“ ใครหรือครับ ”
ดวงตาของอาปันก็เชิดขึ้นไปบนพระบรมฉายาลักษณ์ที่ประดับบนผนังนั้นเอง
“ พ่อหลวงของเราไงลูก ”
แล้วมือทั้งสองของอาปันก็ยกขึ้นเพื่อไหว้จบลงกับศีรษะ ทำให้ผมตัดสินใจ
ยกมือไหว้ตามขึ้นด้วยความรักและความรู้สึกสำนึกในพระกรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน
ในฐานะพ่อของแผ่นดินไทย  ในฐานะพ่อหลวงในดวงใจของประชาราษฎร์
พ่อที่ทรงรักพวกเรา ทำให้เรามีความสุขสบายจนถึงทุกวันนี้
...ผมรู้มาตลอดว่า  ถึงผมจะไม่ได้รับความรักความใกล้ชิดจากพ่อบังเกิดเกล้า  แต่ผมก็ยังมีคุณอาที่ผมรัก
เหมือนลูกชายของท่านและผมยังมีบุคคลที่ผมยังระลึกถึงเรื่อยมา
...ยามที่ผมท้อแท้ หมดสิ้นกำลังใจทั้งปวง...
ผมยังมีพ่อพระองค์นั้น...พ่อหลวง...ทรงมองเราอยู่เสมอ...



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น