นาร์ไม่เขียนเพื่อรางวัลค่ะ เขียนด้วยใจที่รัก " พ่อ " ล้วนๆ
โครงการวรรณกรรมเยาวชน “ ทำความดีไม่มีที่สิ้นสุด ”
เรื่อง
“ สิ่งสำคัญของพ่อ ”
เมื่อนึกถึงคุณพ่อ จะให้ผมนึกถึงอะไรงั้นหรือ ? ผมจำได้ว่า
บ้านที่ผมเคยอยู่อาศัยนั้น
ก็ไม่ได้มีความผาสุกอะไรมากนัก ตั้งแต่จำความได้ พ่อและแม่มีปัญหากันอยู่เนืองๆ
บางครั้งก็เข้าอะไรกันไม่เคยได้เสียที
เหมือนว่าไม่ใช่ครอบครัวเดียวกันแม้แต่น้อย
ผมยังจำได้ดีวันที่พ่อหย่าร้างกับแม่ เพราะว่าคุณแม่เลือกที่จะไปกับผู้ชายคนใหม่
พ่อโกรธและโมโหแม่มาก จนกระทั่งผลักร่างบอบบางของคุณแม่ให้กระเด็นไปถูกโต๊ะ
ผมนั้นได้แต่ร้องไห้คร่ำครวญอยู่คนเดียว น้ำตาอุ่นๆ
ไหลรินออกมาจากดวงตาทั้งสองของผม
ในเวลานั้น ผมรู้สึกอ้างว้างและไม่ได้ต้องการเห็นภาพนี้อีกแล้ว...
“ ตาพีท นายทำอะไรอยู่ล่ะ ? ” คนที่เรียกนั้นเป็นคุณอาของผม
หรือน้องชายของพ่อนั้นเอง
ผมจึงตอบท่านไปว่า “ ผมกำลังนั่ง...เอ่อ...เล่นคอมพิวเตอร์อยู่ ”
อาของผมทำหน้านิ่วคิ้วขมวดลงชั่วครู่ “ เล่นแต่เกมอยู่นั้นแหละ ไอ้สังคมออนไลน์มันจะทำร้าย
นายในภายหลังนะ จำไว้ ”
“ ปัดโธ่ ! อาครับ
ผมไม่ติดเกมอะไรพวกนี้มากหรอก
ผมชอบหาเรื่องราวต่างๆ อ่านมากกว่า ”
อาของผมจึงพยักหน้ารับ “
ตั้งใจเรียนให้ดีที่สุดนะ ตาพีท
แกจะได้ไม่ลำบาก ที่สำคัญ
แกจะได้ไม่ต้อง...ผ่านเรื่องต่างๆที่แสนเจ็บปวดเหมือนฉัน
”
อาของผมชื่อ ปัณวิทย์
ผมเรียกว่า อาปัน มาตั้งแต่จำความได้ ในขณะที่พ่อของผม
แทบไม่ได้เอาใจใส่ตัวของผมเท่าไรนักเลย มีเพียงอาที่คอยดูแลผม และสั่งสอนผม
แม้ว่า
อาจะเป็นคนที่มีนิสัยที่เถรตรงมากไปเสียหน่อย แต่ท่านมีความจริงใจกับผม
นั้นคงเพราะว่า อาปัน
เป็นคนเงียบขรึม
ไม่ค่อยได้ใส่ใจการงานอะไร นอกจาก
การทำงานของตนให้ดีที่สุด ที่สำคัญนั้น
ท่านยังเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยของรัฐแห่งหนึ่ง
เสียด้วย ท่านจึงยิ่งเข้มงวดกับผมมาก จนใครๆ ก็มองว่า อาของผมเข้มงวดเกินไป
“ ตาพีทมันยังเด็ก เธอจะเอาอะไรกับมันนักหนา ” คุณย่าของผมมักห้ามปรามเสมอ
เวลาที่ผมถูกอาปันอบรมเป็นการใหญ่ คุณอาก็จะสวนไปเสมอว่า
“
ผมไม่อยากให้ไอ้พีทมันต้องโดนพ่อดุด่าให้เสื่อมเสียอีก หรือแม่จะยอมให้พ่อเขามา
ทำร้ายเขาอีกอย่างนั้นหรือครับ ”
ทุกครั้งที่อาของผมกล่าวไปแบบนี้ คุณย่าก็ไม่สามารถโต้เถียงกับประโยคนี้ได้
เพราะว่าท่านรักพ่อของผม
และตามใจพ่อของผมมากที่สุดนั้นเอง
วันหนึ่ง ผมเดินเล่นอยู่ในสวนสาธารณะใกล้บ้าน สายลมเอื่อยๆ พัดผ่านใบหน้าของผม
และผมก็เห็นพ่อลูกคู่หนึ่ง เด็กคนนั้นยังอายุเพิ่งกำลังหัดเดิน และเสื้อผ้าที่ดูสดใส
คนเป็นพ่อนั้นประคองร่างของลูกไว้แล้วจับมือเล็กคู่นั้นให้หัดเดินไปเรื่อยๆตามทางเท้า
สีเทาที่ลาดปูไว้อย่างประณีต
เสียงหัวเราะของน้องคนนั้นดูน่ารักมาก เมื่อเขาได้รับการ
จับมือเรียวแกร่งของผู้เป็นพ่อ ชายหนุ่มคนนั้นก็ยิ้มตอบด้วยความรัก
ภาพนี้ทำให้ผมรู้สึกว่า มันบาดตาบาดใจของผมมากเหลือเกิน…พ่อ...
ผมกลับมานั่งบนม้านั่งเหล็กสีฟ้าอ่อน ที่อาปันกำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์คนเดียว
เท้าเรียวข้างขวาของอาก็กระดิกไปมา
สายตาคู่คมก็จับจ้องแผ่นกระดาษที่พาดหัวข่าว
โดยไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามองผม
“ ตาพีท ทำไมทำหน้าจ๋อยขนาดนั้น ”
ผมทรุดนั่งลงบนม้านั่ง
และกระชับเสื้อคลุมสีน้ำเงินให้กับตนเองเพื่อลดความหนาว
“ อาปัน พ่อของผมน่ะ
เคยสอนผมหัดเดินไหม ”
อาของผมยังคงจับตาอ่านหนังสือพิมพ์ต่อไป ขณะที่ผมก็มองด้วยสายตาที่เหม่อลอยไปกับ
สระน้ำขนาดใหญ่ของสวนสาธารณะแห่งนี้
“ พ่อของนายน่ะหรือ ? เคยสิ เคยจับมือนาย แล้วเดินไปรอบๆ อาก็ยังจำได้นะ
พี่เขาก็มีความสุขดีที่ได้สอนให้นายเดิน
”
อาของผมชอบเรียกผมว่า ‘ นาย ’ เพื่อแสดงว่าเป็นเพื่อนสนิทที่ปรึกษากันได้มากกว่าเป็นหลานชาย
“ วันหนึ่ง พ่อของผมจะกลับมาไหมครับ ”
อาปันถอนหายใจเบาๆ “ กลับสิ อย่างไรเสียพี่ปนก็ยังรักลูกชายคนเดียวของเขาแน่นอน
”
ผมจึงนิ่งเงียบและไม่ได้กล่าวอะไรอีกต่อไป เมื่อผมรู้สึกว่าตัวเองกำลังหลับตาลง
และเอนนอนกับ
ท่อนแขนของตนเอง
หลายวันต่อมา เป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผมและเพื่อนๆ
ชั้นมัธยมต้องไปเข้าแถวเรียงรายกันเพื่อถวายบังคมพระบรมฉายาลักษณ์
บางทีผมก็อดแปลกใจไม่ได้
ว่า ‘ พ่อ ’ ในนิยามของคนหลายคนมองว่าอย่างไร พ่อของผมทิ้งไปนานแล้ว
เพื่อไปทำงานต่างประเทศ หรือหาเงินทองตามประสาเพื่อนำมาส่งเป็นค่าเล่าเรียนของผม
ส่วนแม่ของผมนั้นก็ไปมีครอบครัวใหม่ ผมไม่ค่อยได้พบกับพ่อเลี้ยงของผมนักหรอก
รู้แค่ว่า
แม่ของผมมาชวนผมไปกินข้าวกันในห้างสรรพสินค้าบ้าง กับน้องๆหรือ
ลูกใหม่ของท่านเป็นบางครั้ง ตอนนี้ผมก็คงมีอาปันเป็นตัวแทนของพ่อ
ถึงกระนั้น อาของผมก็ไม่เคยแทนตัวเองว่าเป็นพ่อของผมแม้แต่ครั้งเดียว
เมื่อเห็นเพื่อนๆได้อยู่กับคุณพ่อของพวกเขา ผมก็รู้สึกว่าตนเองช่างโดดเดี่ยวมากยิ่งขึ้น
“
ขอให้ทุกคนร้องสรรเสริญพระบารมีพร้อมเพรียงกัน ”
เสียงทุ้มนุ่มของครูใหญ่เรียกผมให้ตื่นจากความรู้สึกนึกคิดเก่าๆ
ของผม
แล้วผมก็ตัดใจ
ส่ายหน้าไล่มันออกไปจนหมด เพื่อร้องเพลงแสนไพเราะและทรงคุณค่า
หลังจากนั้น เพื่อนของผมคนหนึ่งก็มาทักว่า “ เฮ้ย พีท ! ข้าจะไปไหว้พ่อก่อนล่ะนะ ”
“ เอ้อก็ดีว่ะ ให้พ่อรักเอ็ง ตามใจเองไปตลอดเลย ”
เพื่อนคนนั้นก็หัวเราะร่า “ เอ็งก็กลับไปหาอาแสนเท่ของเอ็งแล้วกัน ”
จนกระทั่งตอนบ่าย พวกเราต่างก็สละกลุ่มกันอย่างรวดเร็ว ผมกำลังวิ่งไปบนชั้นเรียน
เพื่อหยิบเป้สีดำของผม แล้วผมก็ได้ยินเสียงหนึ่งเรียก เป็นเสียงของผู้หญิงวัยกลางคน
“ พัฒนพล เธอกำลังจะกลับบ้านเหรอ ”
ผมยิ้มรับอาจารย์สิรา อาจารย์คนนี้เป็นอาจารย์วิชาสังคมศึกษา
และเป็นอาจารย์ประจำชั้นของผมด้วย
ท่านมีอายุสี่สิบกว่าแล้ว
แต่ยังดูเป็นสาวที่ทันสมัยและเรียบร้อยในคราวเดียวกัน
“
ครับ อาจารย์ เดี๋ยวคุณอาของผมก็ขับรถมาแล้ว
”
“ อ๋อๆ ครูทราบมาว่า เธออยู่กับคุณอา
ไม่ได้อยู่กับคุณพ่อใช่ไหม ” อาจารย์ถาม
ผมพยักหน้ารับ “
คุณพ่อของผม ท่านไปทำงานต่างประเทศครับ
แต่ก็ไม่ได้กลับมาหลายปีแล้ว ”
เหมือนกับอาจารย์มีประสาทสัมผัสบางอย่าง
ร่างเล็ก ที่ดูสง่างามในชุดสีกรมท่าก้าวมายืนตรงหน้าผม
“
วันนี้เป็นวันพ่อ
ถึงเธอจะไม่ได้อยู่กับคุณพ่อ
แต่เธอก็ควรนำดอกพุทธรักษาไปไหว้ท่าน ”
“ แต่ดอกพุทธรักษาเป็นดอกไม้ที่แสดงถึงความสำคัญของพ่อ พ่อหลวงของเราไงล่ะ
พัฒนพล
เธอนำดอกพุทธรักษาไปไหว้ขอบคุณอาของเธอ อย่างไรเสีย ท่านก็เลี้ยงดูเธอ
มา
มีพระคุณมากไม่ต่างจากพ่อของเธอเลยนะจ๊ะ ”
น้ำเสียงแสนอ่อนโยนของอาจารย์สิรา ผมจึงยิ้มรับ และพนมมือไหว้ขอบคุณอาจารย์ก่อน
ออกจากห้องเรียน
เพื่อไปซื้อดอกพุทธรักษาที่กำลังขายอยู่ก่อนที่มันจะหมด
“ ตาพีทมายืนอะไรหน้าร้านดอกไม้ ” อาปันของผมโผล่มาจากไหนก็ไม่ทราบ
แถมยังมาตบไหล่ของผมซะอีก ผมตกใจมาก...
“
เอ่อ...พีทมาซื้อดอกพุทธรักษานะสิ
อาครับ ก็วันนี้เป็นวันพ่อนี่ครับ ”
สายตาของคุณอาปันเหมือนจะทำให้ผมสะกิดอะไรบางอย่างขึ้นมา
ร่างสูงสันทัดจึงขยับจากผม
แล้วเดินออกไปโดยทิ้งให้ผมยืนมองอยู่เช่นนั้น
เมื่อผมซื้อดอกพุทธรักษาเสร็จแล้ว ผมก็อดแปลกใจไม่ได้ว่า คุณอามายืนตรงหน้าเวที
สายตาของท่านจับจ้องพระบรมฉายาลักษณ์ของพระเจ้าอยู่หัว
เหมือนกับว่าท่านอยู่
คนนั้นเพียงคนเดียว พอผมเดินเข้าไปใกล้ คุณอาของผมก็ทักขึ้น
“ ตาพีท นายรู้ไหมว่า
ทำไมอาถึงไม่คิดมาเป็นตัวแทนของพ่อเธอ ”
ผมจึงตอบไปว่า “ พีทไม่ทราบ
แต่อาก็ย้ำมาตลอดว่าพ่อและอาเป็นคนละคนกัน ”
อาปันจึงหันมามองผมด้วยความเอ็นดู ผมจึงยิ้มตอบตามประสาเด็ก
“ ถ้าเกิดวันหนึ่ง อาคงต้องทำหน้าที่สำคัญมากกว่าเป็นอา นายจะว่าอย่างไร ”
ผมหัวเราะด้วยความขบขัน “
พีทอยู่กับอาทุกวันนี้ก็ดีแล้วนี่ครับ หรืออาจะบอกว่า
ให้ผมเป็นลูก...”
แล้วสิ่งที่นึกไม่ถึงก็ตามมา เมื่ออาปันนั้นมีน้ำตาไหลจนโหนกแก้มทั้งสองข้าง
ผมจึงรู้สึกงงงันไปทันที “ อาปันเป็นอะไรไปครับ ”
เพียงครู่เดียว
อ้อมแขนของท่านก็มาโอบกอดผมแบบที่ไม่เคยทำมาก่อน
“ ตาพีท พ่อของนายเสียแล้วนะลูก ”
ดวงตาของผมเบิกกว้างขึ้น และผมก็มองไม่เห็นอะไรเลย นอกจากม่านน้ำตาที่ผมพยายามจะสลัด
ออกไปให้ได้ ผมกลายเป็นเด็กกำพร้า ไม่มีโอกาสได้พบอีกแล้วงั้นหรือ
“ อาปัน พ่อเป็นอะไร ? ”
แล้วอาก็ได้เล่าเรื่องทั้งหมดว่า พ่อของผมประสบอุบัติเหตุในขณะที่ขับรถอยู่บนทางหลวง
ก่อนที่เขาจะมายังสนามบินเพื่อกลับเมืองไทย...
“
เมื่อสามวันก่อน
พ่อของนายส่งเมล์มาบอกอา จะกลับมาหานาย
แต่อาไม่ได้สนใจจึง
ขอโทษจริงๆ ตาพีท ”
ผมจึงได้แต่กลั้นน้ำตาทั้งหมด
และยกแขนเช็ดมันให้ออกไป
และเมื่อผมได้เห็นพระฉายา
ลักษณ์ของในหลวง
ผมรู้สึกได้ถึงแววพระเนตรอันเปี่ยมพระเมตตาลึกซึ้ง
เหมือนกับว่า
พระองค์กำลังปลอบใจผม เรื่องที่ผมเสียพ่อไปนั้นเอง
มือแกร่งของคุณอาบีบมือของผมไว้แน่น
เสียงทุ้มนุ่ม เคร่งขรึมกลับมา
เป็นน้ำเสียงอ่อนหวานที่ผมได้ยินที่สุดเคยได้ยินมา “ ไปเถอะ เจ้าหนู กลับบ้านกัน ”
เมื่อกลับถึงบ้านแล้ว ผมก็วิ่งกลับไปในห้องนอน
และโถมกายลงบนเตียงของตนเอง
เพื่อระบายความรู้สึกที่เอ้อล่นที่มีอยู่ในใจทั้งหมด
“ ตาพีท มาอ่านอีเมล์ของพ่อเขาไหม ” มือใหญ่ที่ลูบหลังของผมทำให้ยอมลุกขึ้น
ผมจึงประคองตัวเองให้ลุกขึ้นจากเตียง และเดินตามอาปันไปจนถึงโต๊ะทำงานของท่าน
อาลูบศีรษะผมเหมือนครั้งที่ผมยังเป็นเด็กน้อยไร้เดียงสาอยู่นั้นเอง
“ อ่านจดหมายของพี่...เถอะลูก ”
ผมพยักหน้ารับ
เมื่อได้เห็นเว็บที่ขึ้นหน้าจอของคอมพิวเตอร์
....ถึงพีท ลูกพ่อ...
พ่อกำลังกลับไปหาแกแล้วนะ งานของพ่อที่นี้ลงตัวทุกอย่างแล้ว พ่อคิดว่า
คงถึงเวลาที่พ่อต้องกลับหาแกได้เสียที พ่อคิดถึงแกมาก พ่อรู้ดีว่า ตอนที่หย่ากับแม่ของแก
แกคงเศร้าเสียใจมากแค่ไหน และพ่อก็รู้สึกผิดที่หนีหน้าแกไปหลายปี เพราะแกนั้น
เหมือนแม่ของแกมากจนพ่อไม่ต้องการเห็นหน้าไปอีกเป็นเวลานาน
แต่พ่อคิดว่า
ตอนนี้แกคงจะใกล้เป็นหนุ่มแล้ว
บางทีอาปันของแกคงสอนอะไรที่ดี
เพราะว่า เขาเป็นน้องชายของพ่อ เขาไม่มีทางบอกให้แกเกลียดพ่อหรอก
พ่อกำลังจะกลับไปหาแกแล้วนะ
...รักลูก...
ผมละสายตาจากจอคอมพิวเตอร์แล้วก็เดินไปหาอาปันที่กำลังนั่งนิ่งขรึมอยู่บนเก้าอีไม้ข้างๆ
“ อาปันครับ ”
ผมตัดสินใจไปหยิบช่อดอกพุทธรักษาที่ผมซื้อมาตามที่อาจารย์สิราแนะนำมาให้
ผมคุกเข่าแล้วยกช่อดอกไม้เหมือนกับที่ผมกำลังไหว้ครูเมื่อเทอมที่แล้วไม่มีผิด
“ ขอบคุณมากๆ ที่บอกผม แล้วผมจะรักอาปัน รักอาเหมือนพ่อของผมตลอดไป
ขอให้อารับผมเป็นลูกด้วยนะครับ ” ผมขยับเข่าไปเพื่อก้มลงกราบอาชายคนเดียว
แล้วอ้อมแขนของคุณอาก็ยกตัวผมเพื่อกอดผมไว้แน่น จนใบหน้าของผมซบลงกับ
เรียวไหล่ของอาปัน น้ำตาของผมก็ไหลออกมาอีกครั้งจนเปรอะเสื้อของท่าน
ในที่สุด อาปันก็ได้บอกว่า “ นายรู้ไหม ถึงนายจะเสียพ่อไป
นายยังมีพ่ออีกท่านหนึ่ง
ที่นายระลึกถึงได้เสมอนะ ”
“ ใครหรือครับ ”
ดวงตาของอาปันก็เชิดขึ้นไปบนพระบรมฉายาลักษณ์ที่ประดับบนผนังนั้นเอง
“ พ่อหลวงของเราไงลูก ”
แล้วมือทั้งสองของอาปันก็ยกขึ้นเพื่อไหว้จบลงกับศีรษะ
ทำให้ผมตัดสินใจ
ยกมือไหว้ตามขึ้นด้วยความรักและความรู้สึกสำนึกในพระกรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน
ในฐานะพ่อของแผ่นดินไทย ในฐานะพ่อหลวงในดวงใจของประชาราษฎร์
พ่อที่ทรงรักพวกเรา ทำให้เรามีความสุขสบายจนถึงทุกวันนี้
...ผมรู้มาตลอดว่า ถึงผมจะไม่ได้รับความรักความใกล้ชิดจากพ่อบังเกิดเกล้า แต่ผมก็ยังมีคุณอาที่ผมรัก
เหมือนลูกชายของท่านและผมยังมีบุคคลที่ผมยังระลึกถึงเรื่อยมา
...ยามที่ผมท้อแท้
หมดสิ้นกำลังใจทั้งปวง...
ผมยังมีพ่อพระองค์นั้น...พ่อหลวง...ทรงมองเราอยู่เสมอ...
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น