วันเสาร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2557

( แปล ) กลอนวันเกิดจากน้องชายทู่ซี้คร้าาาา XD



My Dear , O , sister brave and kind 

โอ้...พี่หญิงผู้ใจดีแสนกล้าหาญ

In your heart no fear has ever lied 

ในดวงใจจารไว้ไร้หวาดภัยอะไรนี่

I adored you with all my heart 

น้องชื่มชมพี่ด้วยความรักทั้งหมดมี

With you my days started to march. 

วันเวลานี้ของพวกเราจะก้าวเดิน

I wish you all the good and grace 

น้องหวังพี่มีความสุขและสดสวย

I wish you be happy and best 

น้องหวังอวยพรพี่ให้สุขศรี

And if there ever who may hurt you 

และใครมาทำร้ายพี่ให้เจ็บร้าวนี้


Please let you know we’ll fight them through. 

ได้โปรดว่านี่เราสองคนจะสู้ไปด้วยกัน

In all the world cruel and untrue 

ในโลกแสนโหดร้ายระทมทุกข์และลวงหลอก

Became magic just here with you 

เมื่อพี่บอกทุกอย่างก็มลายหาย

I truly hope within my chest 

น้องนี้มีหวังแท้จริงจากดวงใจ

To walk your way and feel your grace. 

เดินทางไปพร้อมกับพี่สาวผู้งดงาม

Also I wish you’ll be loved 

และน้องก็หวังให้พี่เป็นที่รัก

Whatever you do you are deserved 

ยามพี่หักหรือสลายอะไรสิ้น

For when the world turn dim and grey 

ยามโลกเราแสนมืดมนเทาทมิฬ

There still a stars still shine our way. 

ไม่ได้สิ้นแสงดารานำทางเรา

When you fall down , please know it right,

ยามพี่ล้มจมลงจงโปรดรู้ไว้ด้วย

I’ll be with you to stand aside 

น้องนั้นพร้อมช่วยเคียงข้างพี่เสมอ

For what we believe lies there awaits 

ความหวังเรายังรออยู่ไม่ละเมอ

There’s still a better things ahead. 

มีสิ่งดีสิ่งงามคอยเราอยู่นั้นเอง

When my kingdom ruined and gray 

ยามเมื่อโลกของน้องล่มสลาย

When the wind so strong and let me astray 

ลมกำจายพัดโบกแทบโยกหัก

You came my savior in sweet sound 

พี่มาช่วยปลดทุกข์น้องด้วยคำรัก

Sweep all the fear and held me ‘round.

แล้วจักจากกลัวพลันหายประคองเอง

And last this what I wish to speak 

และสุดท้ายน้องนั้นมีคำหนึ่งอยากจะเอ่ย

A hidden word that you may seek 

คำคุ้นเคยที่พี่นั้นเฝ้าค้นหา

“Alassea Nosta Lyen”

อลาสเซอา  นอสตา ลีเอน มา

Happy Birthday my beloved sister and my best friend. ^o^

สุขสันต์วันเกิดนะเพื่อนรักหรือพี่สาวคนนี้เอย ^O^



วันพุธที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2557

“ สิ่งสำคัญของพ่อ ” เรื่องสั้นส่งเข้าประกวดวรรณกรรมเยาวชนค่ะ




นาร์ไม่เขียนเพื่อรางวัลค่ะ  เขียนด้วยใจที่รัก " พ่อ " ล้วนๆ 

โครงการวรรณกรรมเยาวชน  “ ทำความดีไม่มีที่สิ้นสุด ”

เรื่อง

“  สิ่งสำคัญของพ่อ ”

เมื่อนึกถึงคุณพ่อ  จะให้ผมนึกถึงอะไรงั้นหรือ ?  ผมจำได้ว่า  บ้านที่ผมเคยอยู่อาศัยนั้น
ก็ไม่ได้มีความผาสุกอะไรมากนัก   ตั้งแต่จำความได้ พ่อและแม่มีปัญหากันอยู่เนืองๆ
บางครั้งก็เข้าอะไรกันไม่เคยได้เสียที  เหมือนว่าไม่ใช่ครอบครัวเดียวกันแม้แต่น้อย
ผมยังจำได้ดีวันที่พ่อหย่าร้างกับแม่  เพราะว่าคุณแม่เลือกที่จะไปกับผู้ชายคนใหม่
พ่อโกรธและโมโหแม่มาก จนกระทั่งผลักร่างบอบบางของคุณแม่ให้กระเด็นไปถูกโต๊ะ
ผมนั้นได้แต่ร้องไห้คร่ำครวญอยู่คนเดียว  น้ำตาอุ่นๆ ไหลรินออกมาจากดวงตาทั้งสองของผม
ในเวลานั้น  ผมรู้สึกอ้างว้างและไม่ได้ต้องการเห็นภาพนี้อีกแล้ว...

“ ตาพีท  นายทำอะไรอยู่ล่ะ ? ”  คนที่เรียกนั้นเป็นคุณอาของผม หรือน้องชายของพ่อนั้นเอง
ผมจึงตอบท่านไปว่า  “ ผมกำลังนั่ง...เอ่อ...เล่นคอมพิวเตอร์อยู่ ”
อาของผมทำหน้านิ่วคิ้วขมวดลงชั่วครู่  “ เล่นแต่เกมอยู่นั้นแหละ  ไอ้สังคมออนไลน์มันจะทำร้าย
นายในภายหลังนะ จำไว้ ”  
“ ปัดโธ่ ! อาครับ  ผมไม่ติดเกมอะไรพวกนี้มากหรอก  ผมชอบหาเรื่องราวต่างๆ อ่านมากกว่า ”
อาของผมจึงพยักหน้ารับ   “   ตั้งใจเรียนให้ดีที่สุดนะ ตาพีท  แกจะได้ไม่ลำบาก ที่สำคัญ
แกจะได้ไม่ต้อง...ผ่านเรื่องต่างๆที่แสนเจ็บปวดเหมือนฉัน ”
อาของผมชื่อ  ปัณวิทย์   ผมเรียกว่า  อาปัน มาตั้งแต่จำความได้  ในขณะที่พ่อของผม
แทบไม่ได้เอาใจใส่ตัวของผมเท่าไรนักเลย  มีเพียงอาที่คอยดูแลผม  และสั่งสอนผม
แม้ว่า  อาจะเป็นคนที่มีนิสัยที่เถรตรงมากไปเสียหน่อย  แต่ท่านมีความจริงใจกับผม
นั้นคงเพราะว่า  อาปัน  เป็นคนเงียบขรึม  ไม่ค่อยได้ใส่ใจการงานอะไร นอกจาก
การทำงานของตนให้ดีที่สุด  ที่สำคัญนั้น  ท่านยังเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยของรัฐแห่งหนึ่ง
เสียด้วย  ท่านจึงยิ่งเข้มงวดกับผมมาก  จนใครๆ ก็มองว่า  อาของผมเข้มงวดเกินไป
“ ตาพีทมันยังเด็ก  เธอจะเอาอะไรกับมันนักหนา ”  คุณย่าของผมมักห้ามปรามเสมอ
เวลาที่ผมถูกอาปันอบรมเป็นการใหญ่  คุณอาก็จะสวนไปเสมอว่า
“ ผมไม่อยากให้ไอ้พีทมันต้องโดนพ่อดุด่าให้เสื่อมเสียอีก  หรือแม่จะยอมให้พ่อเขามา
ทำร้ายเขาอีกอย่างนั้นหรือครับ ”
ทุกครั้งที่อาของผมกล่าวไปแบบนี้  คุณย่าก็ไม่สามารถโต้เถียงกับประโยคนี้ได้
เพราะว่าท่านรักพ่อของผม และตามใจพ่อของผมมากที่สุดนั้นเอง

วันหนึ่ง  ผมเดินเล่นอยู่ในสวนสาธารณะใกล้บ้าน  สายลมเอื่อยๆ พัดผ่านใบหน้าของผม
และผมก็เห็นพ่อลูกคู่หนึ่ง  เด็กคนนั้นยังอายุเพิ่งกำลังหัดเดิน และเสื้อผ้าที่ดูสดใส
คนเป็นพ่อนั้นประคองร่างของลูกไว้แล้วจับมือเล็กคู่นั้นให้หัดเดินไปเรื่อยๆตามทางเท้า
สีเทาที่ลาดปูไว้อย่างประณีต เสียงหัวเราะของน้องคนนั้นดูน่ารักมาก เมื่อเขาได้รับการ
จับมือเรียวแกร่งของผู้เป็นพ่อ  ชายหนุ่มคนนั้นก็ยิ้มตอบด้วยความรัก
ภาพนี้ทำให้ผมรู้สึกว่า  มันบาดตาบาดใจของผมมากเหลือเกินพ่อ...

ผมกลับมานั่งบนม้านั่งเหล็กสีฟ้าอ่อน  ที่อาปันกำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์คนเดียว
เท้าเรียวข้างขวาของอาก็กระดิกไปมา สายตาคู่คมก็จับจ้องแผ่นกระดาษที่พาดหัวข่าว
โดยไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามองผม
“ ตาพีท  ทำไมทำหน้าจ๋อยขนาดนั้น ”
ผมทรุดนั่งลงบนม้านั่ง  และกระชับเสื้อคลุมสีน้ำเงินให้กับตนเองเพื่อลดความหนาว
“ อาปัน  พ่อของผมน่ะ  เคยสอนผมหัดเดินไหม ”
อาของผมยังคงจับตาอ่านหนังสือพิมพ์ต่อไป  ขณะที่ผมก็มองด้วยสายตาที่เหม่อลอยไปกับ
สระน้ำขนาดใหญ่ของสวนสาธารณะแห่งนี้
“ พ่อของนายน่ะหรือ ? เคยสิ  เคยจับมือนาย แล้วเดินไปรอบๆ อาก็ยังจำได้นะ
พี่เขาก็มีความสุขดีที่ได้สอนให้นายเดิน ”
อาของผมชอบเรียกผมว่า  นาย  ’   เพื่อแสดงว่าเป็นเพื่อนสนิทที่ปรึกษากันได้มากกว่าเป็นหลานชาย
“ วันหนึ่ง  พ่อของผมจะกลับมาไหมครับ ”
อาปันถอนหายใจเบาๆ  “ กลับสิ อย่างไรเสียพี่ปนก็ยังรักลูกชายคนเดียวของเขาแน่นอน ”
ผมจึงนิ่งเงียบและไม่ได้กล่าวอะไรอีกต่อไป  เมื่อผมรู้สึกว่าตัวเองกำลังหลับตาลง และเอนนอนกับ
ท่อนแขนของตนเอง

หลายวันต่อมา  เป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ผมและเพื่อนๆ
ชั้นมัธยมต้องไปเข้าแถวเรียงรายกันเพื่อถวายบังคมพระบรมฉายาลักษณ์ บางทีผมก็อดแปลกใจไม่ได้
ว่า พ่อ ในนิยามของคนหลายคนมองว่าอย่างไร  พ่อของผมทิ้งไปนานแล้ว
เพื่อไปทำงานต่างประเทศ  หรือหาเงินทองตามประสาเพื่อนำมาส่งเป็นค่าเล่าเรียนของผม
ส่วนแม่ของผมนั้นก็ไปมีครอบครัวใหม่  ผมไม่ค่อยได้พบกับพ่อเลี้ยงของผมนักหรอก
รู้แค่ว่า แม่ของผมมาชวนผมไปกินข้าวกันในห้างสรรพสินค้าบ้าง กับน้องๆหรือ
ลูกใหม่ของท่านเป็นบางครั้ง  ตอนนี้ผมก็คงมีอาปันเป็นตัวแทนของพ่อ
ถึงกระนั้น อาของผมก็ไม่เคยแทนตัวเองว่าเป็นพ่อของผมแม้แต่ครั้งเดียว

เมื่อเห็นเพื่อนๆได้อยู่กับคุณพ่อของพวกเขา  ผมก็รู้สึกว่าตนเองช่างโดดเดี่ยวมากยิ่งขึ้น
“ ขอให้ทุกคนร้องสรรเสริญพระบารมีพร้อมเพรียงกัน ”
เสียงทุ้มนุ่มของครูใหญ่เรียกผมให้ตื่นจากความรู้สึกนึกคิดเก่าๆ ของผม
แล้วผมก็ตัดใจ ส่ายหน้าไล่มันออกไปจนหมด เพื่อร้องเพลงแสนไพเราะและทรงคุณค่า
หลังจากนั้น  เพื่อนของผมคนหนึ่งก็มาทักว่า  “ เฮ้ย พีท !  ข้าจะไปไหว้พ่อก่อนล่ะนะ ”
“ เอ้อก็ดีว่ะ  ให้พ่อรักเอ็ง ตามใจเองไปตลอดเลย ”
เพื่อนคนนั้นก็หัวเราะร่า  “ เอ็งก็กลับไปหาอาแสนเท่ของเอ็งแล้วกัน ”
จนกระทั่งตอนบ่าย  พวกเราต่างก็สละกลุ่มกันอย่างรวดเร็ว  ผมกำลังวิ่งไปบนชั้นเรียน
เพื่อหยิบเป้สีดำของผม  แล้วผมก็ได้ยินเสียงหนึ่งเรียก  เป็นเสียงของผู้หญิงวัยกลางคน
“ พัฒนพล   เธอกำลังจะกลับบ้านเหรอ ”
ผมยิ้มรับอาจารย์สิรา  อาจารย์คนนี้เป็นอาจารย์วิชาสังคมศึกษา และเป็นอาจารย์ประจำชั้นของผมด้วย
ท่านมีอายุสี่สิบกว่าแล้ว  แต่ยังดูเป็นสาวที่ทันสมัยและเรียบร้อยในคราวเดียวกัน
“  ครับ อาจารย์  เดี๋ยวคุณอาของผมก็ขับรถมาแล้ว ”
“ อ๋อๆ  ครูทราบมาว่า เธออยู่กับคุณอา ไม่ได้อยู่กับคุณพ่อใช่ไหม ”  อาจารย์ถาม
ผมพยักหน้ารับ  “  คุณพ่อของผม ท่านไปทำงานต่างประเทศครับ   แต่ก็ไม่ได้กลับมาหลายปีแล้ว ”
เหมือนกับอาจารย์มีประสาทสัมผัสบางอย่าง ร่างเล็ก ที่ดูสง่างามในชุดสีกรมท่าก้าวมายืนตรงหน้าผม
“  วันนี้เป็นวันพ่อ  ถึงเธอจะไม่ได้อยู่กับคุณพ่อ  แต่เธอก็ควรนำดอกพุทธรักษาไปไหว้ท่าน ”
“ แต่ดอกพุทธรักษาเป็นดอกไม้ที่แสดงถึงความสำคัญของพ่อ  พ่อหลวงของเราไงล่ะ
พัฒนพล เธอนำดอกพุทธรักษาไปไหว้ขอบคุณอาของเธอ อย่างไรเสีย  ท่านก็เลี้ยงดูเธอ
มา  มีพระคุณมากไม่ต่างจากพ่อของเธอเลยนะจ๊ะ ”
น้ำเสียงแสนอ่อนโยนของอาจารย์สิรา  ผมจึงยิ้มรับ และพนมมือไหว้ขอบคุณอาจารย์ก่อน
ออกจากห้องเรียน เพื่อไปซื้อดอกพุทธรักษาที่กำลังขายอยู่ก่อนที่มันจะหมด

“ ตาพีทมายืนอะไรหน้าร้านดอกไม้ ”  อาปันของผมโผล่มาจากไหนก็ไม่ทราบ
แถมยังมาตบไหล่ของผมซะอีก  ผมตกใจมาก...
“ เอ่อ...พีทมาซื้อดอกพุทธรักษานะสิ  อาครับ  ก็วันนี้เป็นวันพ่อนี่ครับ ”
สายตาของคุณอาปันเหมือนจะทำให้ผมสะกิดอะไรบางอย่างขึ้นมา
ร่างสูงสันทัดจึงขยับจากผม แล้วเดินออกไปโดยทิ้งให้ผมยืนมองอยู่เช่นนั้น
เมื่อผมซื้อดอกพุทธรักษาเสร็จแล้ว  ผมก็อดแปลกใจไม่ได้ว่า คุณอามายืนตรงหน้าเวที
สายตาของท่านจับจ้องพระบรมฉายาลักษณ์ของพระเจ้าอยู่หัว เหมือนกับว่าท่านอยู่
คนนั้นเพียงคนเดียว  พอผมเดินเข้าไปใกล้  คุณอาของผมก็ทักขึ้น
“ ตาพีท  นายรู้ไหมว่า  ทำไมอาถึงไม่คิดมาเป็นตัวแทนของพ่อเธอ ”
ผมจึงตอบไปว่า  “ พีทไม่ทราบ  แต่อาก็ย้ำมาตลอดว่าพ่อและอาเป็นคนละคนกัน ”
อาปันจึงหันมามองผมด้วยความเอ็นดู   ผมจึงยิ้มตอบตามประสาเด็ก

“ ถ้าเกิดวันหนึ่ง  อาคงต้องทำหน้าที่สำคัญมากกว่าเป็นอา  นายจะว่าอย่างไร ”
ผมหัวเราะด้วยความขบขัน  “  พีทอยู่กับอาทุกวันนี้ก็ดีแล้วนี่ครับ หรืออาจะบอกว่า
ให้ผมเป็นลูก...”
แล้วสิ่งที่นึกไม่ถึงก็ตามมา  เมื่ออาปันนั้นมีน้ำตาไหลจนโหนกแก้มทั้งสองข้าง
ผมจึงรู้สึกงงงันไปทันที  “ อาปันเป็นอะไรไปครับ ”
เพียงครู่เดียว อ้อมแขนของท่านก็มาโอบกอดผมแบบที่ไม่เคยทำมาก่อน
“ ตาพีท  พ่อของนายเสียแล้วนะลูก ”
ดวงตาของผมเบิกกว้างขึ้น  และผมก็มองไม่เห็นอะไรเลย นอกจากม่านน้ำตาที่ผมพยายามจะสลัด
ออกไปให้ได้  ผมกลายเป็นเด็กกำพร้า  ไม่มีโอกาสได้พบอีกแล้วงั้นหรือ
“ อาปัน  พ่อเป็นอะไร ? ”
แล้วอาก็ได้เล่าเรื่องทั้งหมดว่า  พ่อของผมประสบอุบัติเหตุในขณะที่ขับรถอยู่บนทางหลวง
ก่อนที่เขาจะมายังสนามบินเพื่อกลับเมืองไทย...
“  เมื่อสามวันก่อน  พ่อของนายส่งเมล์มาบอกอา จะกลับมาหานาย  แต่อาไม่ได้สนใจจึง
ขอโทษจริงๆ ตาพีท ”
ผมจึงได้แต่กลั้นน้ำตาทั้งหมด และยกแขนเช็ดมันให้ออกไป  และเมื่อผมได้เห็นพระฉายา
ลักษณ์ของในหลวง  ผมรู้สึกได้ถึงแววพระเนตรอันเปี่ยมพระเมตตาลึกซึ้ง
เหมือนกับว่า พระองค์กำลังปลอบใจผม  เรื่องที่ผมเสียพ่อไปนั้นเอง
มือแกร่งของคุณอาบีบมือของผมไว้แน่น เสียงทุ้มนุ่ม เคร่งขรึมกลับมา
เป็นน้ำเสียงอ่อนหวานที่ผมได้ยินที่สุดเคยได้ยินมา  “ ไปเถอะ เจ้าหนู กลับบ้านกัน ”

เมื่อกลับถึงบ้านแล้ว  ผมก็วิ่งกลับไปในห้องนอน และโถมกายลงบนเตียงของตนเอง
เพื่อระบายความรู้สึกที่เอ้อล่นที่มีอยู่ในใจทั้งหมด
“ ตาพีท  มาอ่านอีเมล์ของพ่อเขาไหม ”  มือใหญ่ที่ลูบหลังของผมทำให้ยอมลุกขึ้น
ผมจึงประคองตัวเองให้ลุกขึ้นจากเตียง  และเดินตามอาปันไปจนถึงโต๊ะทำงานของท่าน
อาลูบศีรษะผมเหมือนครั้งที่ผมยังเป็นเด็กน้อยไร้เดียงสาอยู่นั้นเอง
“ อ่านจดหมายของพี่...เถอะลูก ”
ผมพยักหน้ารับ เมื่อได้เห็นเว็บที่ขึ้นหน้าจอของคอมพิวเตอร์
....ถึงพีท  ลูกพ่อ...
พ่อกำลังกลับไปหาแกแล้วนะ  งานของพ่อที่นี้ลงตัวทุกอย่างแล้ว  พ่อคิดว่า
คงถึงเวลาที่พ่อต้องกลับหาแกได้เสียที  พ่อคิดถึงแกมาก  พ่อรู้ดีว่า ตอนที่หย่ากับแม่ของแก
แกคงเศร้าเสียใจมากแค่ไหน  และพ่อก็รู้สึกผิดที่หนีหน้าแกไปหลายปี  เพราะแกนั้น
เหมือนแม่ของแกมากจนพ่อไม่ต้องการเห็นหน้าไปอีกเป็นเวลานาน
แต่พ่อคิดว่า ตอนนี้แกคงจะใกล้เป็นหนุ่มแล้ว  บางทีอาปันของแกคงสอนอะไรที่ดี
เพราะว่า เขาเป็นน้องชายของพ่อ  เขาไม่มีทางบอกให้แกเกลียดพ่อหรอก
พ่อกำลังจะกลับไปหาแกแล้วนะ
...รักลูก...
ผมละสายตาจากจอคอมพิวเตอร์แล้วก็เดินไปหาอาปันที่กำลังนั่งนิ่งขรึมอยู่บนเก้าอีไม้ข้างๆ
“ อาปันครับ ”  ผมตัดสินใจไปหยิบช่อดอกพุทธรักษาที่ผมซื้อมาตามที่อาจารย์สิราแนะนำมาให้
ผมคุกเข่าแล้วยกช่อดอกไม้เหมือนกับที่ผมกำลังไหว้ครูเมื่อเทอมที่แล้วไม่มีผิด

“ ขอบคุณมากๆ ที่บอกผม  แล้วผมจะรักอาปัน รักอาเหมือนพ่อของผมตลอดไป
ขอให้อารับผมเป็นลูกด้วยนะครับ ”  ผมขยับเข่าไปเพื่อก้มลงกราบอาชายคนเดียว
แล้วอ้อมแขนของคุณอาก็ยกตัวผมเพื่อกอดผมไว้แน่น  จนใบหน้าของผมซบลงกับ
เรียวไหล่ของอาปัน  น้ำตาของผมก็ไหลออกมาอีกครั้งจนเปรอะเสื้อของท่าน
ในที่สุด  อาปันก็ได้บอกว่า  “ นายรู้ไหม ถึงนายจะเสียพ่อไป นายยังมีพ่ออีกท่านหนึ่ง
ที่นายระลึกถึงได้เสมอนะ ”
“ ใครหรือครับ ”
ดวงตาของอาปันก็เชิดขึ้นไปบนพระบรมฉายาลักษณ์ที่ประดับบนผนังนั้นเอง
“ พ่อหลวงของเราไงลูก ”
แล้วมือทั้งสองของอาปันก็ยกขึ้นเพื่อไหว้จบลงกับศีรษะ ทำให้ผมตัดสินใจ
ยกมือไหว้ตามขึ้นด้วยความรักและความรู้สึกสำนึกในพระกรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน
ในฐานะพ่อของแผ่นดินไทย  ในฐานะพ่อหลวงในดวงใจของประชาราษฎร์
พ่อที่ทรงรักพวกเรา ทำให้เรามีความสุขสบายจนถึงทุกวันนี้
...ผมรู้มาตลอดว่า  ถึงผมจะไม่ได้รับความรักความใกล้ชิดจากพ่อบังเกิดเกล้า  แต่ผมก็ยังมีคุณอาที่ผมรัก
เหมือนลูกชายของท่านและผมยังมีบุคคลที่ผมยังระลึกถึงเรื่อยมา
...ยามที่ผมท้อแท้ หมดสิ้นกำลังใจทั้งปวง...
ผมยังมีพ่อพระองค์นั้น...พ่อหลวง...ทรงมองเราอยู่เสมอ...